บางครั้งมันก็ง่ายเหลือเกินที่จะยอมแพ้เมื่อคุณรู้สึกหมดหวัง แต่ในการเรียนภาษาอังกฤษให้ดีนั้น คุณจะเสียความเชื่อมั่นในตัวคุณเองไม่ได้ คนเราแต่ละคนมีสไตล์การเรียนเฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไป ลองลงแรงค้นหาอีกสักหน่อยคุณจะพบสไตล์การเรียนที่เหมาะกับคุณ : If at first you don’t succeed, try, try again.

วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Unit 2 :: รูปแบบของกริยา (Forms of the Verbs)

รูปแบบของกริยา (Forms of the Verbs)

ในการเรียนภาษาอังกฤษ ผู้อ่านจำเป็นต้องรู้จัก Tenses (กาลเวลา) ในภาษาอังกฤษให้อย่างถ่องแท้ ซึ่ง Tenses ในภาษาอังกฤษราสามารถแบ่งออกได้เป็นหัวหลัก ๆ ดังนี้
1.     กาลเวลาในปัจจุบัน (Present Tense)
2.     กาลเวลาในอดีต (Past Tense)
3.     กาลเวลาในอนาคต (Future Tense)


ในแต่ละ Tense เรายังสามารถแบ่งออกได้เป็น Tense ย่อย ๆ ดังนี้
            Present Tense
-       Present Simple Tense
-       Present Continuous Tense (Present Progressive Tense)
-       Present Perfect Tense
-       Present Perfect Continuous Tense (Present perfect Progressive Tense)
Past Tense
-       Past Simple Tense
-       Past Continuous Tense (Past Progressive Tense)
-       Past Perfect Tense
-       Past Perfect Continuous Tense (Past Perfect Progressive Tense)
Future Tense
-       Future Simple Tense
-       Future Continuous Tense (Future Progressive Tense)
-       Future Perfect Tense
-       Future Perfect Continuous Tense (Future Perfect Progressive Tense)

คำอธิบายของแต่ละ Tense มีดังนี้ คือ
1.      Present Simple Tense เราจะใช้พูดถึงเหตุการณ์ที่เป็นจริงหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประจำ แต่สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำนั้น มักจะมีคำกริยาวิเศษณ์ที่บอกเวลาอยู่แสมอ เช่น every day, every morning ซึ่งคำเหล่านี้จะเห็นในประโยคเสมอ การที่เราจะใช้กริยาช่องที่ 1 กับ Present Simple นั้น เราจะต้องสังเกตการใช้ verb ให้ดี คือ จะต้องใช้ verb ให้สอดคล้องกับประธานด้วย
2.      Past Simple Tense เราจะใช้ Tense นี้ก็ต่อเมื่อเราต้องการพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดลงแล้วอดีต ซึ่งใน Tense นี้ เราจะพบคำกริยาวิเศษณ์ หรือ adverb ที่บอกเวลาอยู่ในประโยค เพื่อที่เราจะได้ทราบเวลาที่เกิดในเหตุการณ์นั้น ๆ เช่นคำว่า yesterday, two days ago
3.      Perfect Tense ผู้อ่านเคยสงสัยกันบ้างไหมว่า Perfect Tense ใช้อย่างไร เพราะว่า Tense นี้จะใช้ใกล้เคียงกัน คือ Present Perfect กับ Past Perfect ต่อไปนี้ เราทราบมาว่า 2 Tense นี้แตกต่างกันอย่างไร
o    Present Perfect Tense สำหรับ Tense นี้ เราจะใช้เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตและยังมีผลต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน หรือคุณผู้อ่านอาจจะสังเกตได้จาก Adverb ที่มีอยู่ในประโยค เช่น คำว่า “already” ซึ่งจะช่วยให้เรารู้ได้ว่าประโยคนั้นคือ Present Perfect
o    Past Perfect Tense คุณผู้อ่านสามารถใช้ Past Perfect ได้ต่อเมื่อคุณผู้อ่านต้องการพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 2 เหตุการณ์ และเหตุการณ์นั้นเกิดใกล้เคียงกันแต่เราจะใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดลงก่อน และในส่วนของ Past Perfect นั้นผู้อ่านจะต้องใช้ Verb ช่อง 3 หรือ Verb + ed ซึ่งเราเรียกว่า “Past Participle นี้ กริยาจะสามารถอยู่โดด ๆได้ ซึ่งเราจะต้องใช้กริยาช่วยควบคู่ไปด้วย คือ “Verb to have”
o    Continuous Tense ในส่วนของ Continuous Tense นี้ จะมีลักษณะการใช้ 2 ลักษณะเหมือนกับ Perfect Tense คือ Present Continuous กับ Past Continuous 2 Tense นี้จะใช้แตกต่างกัน คือ Present Continuous  เราจะใช้พูดถึงเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะที่ผู้พูดกำลังพูดอยู่ ซึ่งในส่วนของ Tense นี้มักจะมีคำกล่าวว่า “now” อยู่ในประโยคแต่ในส่วนของ Past Continuous จะพูดถึงเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ในอดีต ซึ่งมักจะระบุเวลาที่เกิดขึ้นอยู่ในประโยค เช่น at o’clock, last night เป็นต้น

สรุปโครงสร้าง Tense

Tense
Simple
Continuous
Perfect
Perfect
Continuous
Present
V.1
Is +V.ing
Am +V.ing
Are +V.ing
Has +V.3
Have +V.3
Has been +V.ing
Have been +V.ing
Past
V.1
Was +V.ing
Were +V.ing
Had +V.3
Had been +V.ing
Future
Will +V.1
Will be +V.ing
Will have +V.3
Will have been +V.ing


Cr. หนังสือ สุดยอด Tense

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น