บางครั้งมันก็ง่ายเหลือเกินที่จะยอมแพ้เมื่อคุณรู้สึกหมดหวัง แต่ในการเรียนภาษาอังกฤษให้ดีนั้น คุณจะเสียความเชื่อมั่นในตัวคุณเองไม่ได้ คนเราแต่ละคนมีสไตล์การเรียนเฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไป ลองลงแรงค้นหาอีกสักหน่อยคุณจะพบสไตล์การเรียนที่เหมาะกับคุณ : If at first you don’t succeed, try, try again.

วันพุธที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Unit 3 :: Present Simple Tense

            Present Simple Tense คือ Tense ที่เราใช้พูดถึงเหตุการณ์ในปัจจุบันที่เป็นความจริง หรือเป็นความสามารถเฉพาะตัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือสิ่งที่เป็นความจริง ตลอดกาลและเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ

โครงสร้างของ Present Simple Tense
หลักการใช้ Present Simple Tense ที่ผู้อ่านควรทราบ คือ
1.     จะใช้กับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เป็นจริงเสมอ เช่น
-       The sun rises in the east.
2.     เป็นเรื่องทั่ว ๆ ไปที่เป็นจริงเสมอหรืออาจเกิดขึ้นจริงในขณะที่พูดอยู่ เช่น
-       My parents read the newspaper everyday.
3.     เป็นเรื่องเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี
-       Muslim do not eat pork.
4.     เป็นความสามารถเฉพาะบุคคล
-       Backham plays football well.
5.     เป็นประโยคอุทาน เช่น
-       Here it is!
6.     ใช้กับ adverb ที่แสดงเวลาในอนาคต หรือ เหตุการณ์ หรือการกระทำที่กำหนดเวลาในอนาคตที่แน่นอน ซึ่งกริยาที่ใช้ส่วนมากจะเกี่ยวข้องกับเวลา หรือ เหตุการณ์ เช่น
begin    end       stop      have
depart   arrive    come    go
open     close     leave    start      เช่น
-       English course begins at 12.30 p.m. tomorrow.
7.     เป็นการกระทำที่ทำจนเป็นนิสัยและเกิดขึ้นซ้ำซาก เช่น
-       I always get up at six o’clock
8.     ใช้ในการประกาศหรือพาดหัวข่าว เช่น
-       This museum opens 9 a.m. and close 5 p.m.
9.     ใน Present Simple นี้มักจะมีคำวิเศษณ์อยู่ในประโยค เช่น
sometime          often                 hardly               ever
never                usually              rarely                normally
generally           always              frequently          occasionally
seldom              from time to time                       now and again   เช่น
-       I always go to shopping on Sunday

Positive adverb
negative adverb
always                          100%
nearly always                80%
usually                          80%
generally                       80%
often                             80%
sometimes                     50%
occasionally                   40%
hardly ever                    20%
rarely                            20%
scarcely                         20%
seldom                          20%
never                            0%

10.     ใช้กับเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ในอนาคตและมักจะมีคำสันธาน เช่น
when                as soon as         until                  after
before               by the time        while                 unless
if                      as long as          the moment       that

ในส่วนของ main clause (ประโยคหลัก) เราจะใช้ Present Simple Tense
ในส่วนของ subordinate clause (ประโยครอง) เราจะใช้ Present Simple Tense หรือ Present perfect Tense.
เช่น
-       The girl won’t do homework until the mother comes.
    (main clause)        (subordinate clause)

-       As soon as the teacher has come, the children will stop talking.
    (subordinate clause)                         (main clause)

            ในส่วนของคำกริยาที่ผู้อ่านสามารถใช้ได้กับ Tense คือ กรยาช่องที่ 1 ซึ่งเรามีหลักการเติม “s” หรือ “es” ของกริยาช่องที่ 1 อยู่ว่า การเติม “s” ท้ายคำกริยาจะให้ความหมายตรงข้ามกับการเติม “s” ท้ายคำนาม คือ ถู้อ่านเติม “s” ท้ายคำนามเอกพจน์จะทำให้คำนามนั้นกลายเป็น คำนามพหูพจน์แต่ถ้าผู้อ่านเติม “s” ท้ายคำกริยาช่องที่ 1 จะทำให้กริยานั้นกลายเป็น กริยาเอกพจน์
            เมื่อผู้อ่านต้องการเปลี่ยนประโยค Present Simple Tense ให้เป็นประโยคคำถามและประโยคปฏิเสธ ผู้อ่านสามารถทำได้ ดังนี้
1.    ประโยคคำถาม จะใช้ verb to “do” หรือ “does” นำประโยค เช่น
-       Mike plays football very well.            --- > Does Mike play football very well?
-       They walk to school everyday.          --- > Do they walk to school everyday?

2.    ประโยคปฏิเสธ เราจะใช้ verb to “do + not” หรือ “does + not” นำหน้ากริยา เช่น
-       Mike plays football very well         --- > Mike does not play football very well.
-       We wash our hair everyday          --- > We do not wash our hair everyday.
           
ต่อไปนี้คือคำกริยาอธิบายการใช้ “verb to do” คู่กับประธานที่ผู้อ่านหลาย ๆ คนอาจจะสงสัยกัน
Verb to “do”
ประเภทของประธาน
does
-       ประธานที่เป็นคำนามเอกพจน์ เช่น a boy, the dog
-       ประธานที่เป็นสรรพนามเอกพจน์ คือ he, she, it
do
-       ประธานที่เป็นคำนามพหูพจน์ เช่น the men, the children
-       ประธานที่เป็นสรรพนาม คือ I
-       ประธานที่เป็นพหูพจน์ คือ you, we, they

มีสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผู้อ่านควรจำเกี่ยวกับการใช้ verb to “do” ในประโยคคำถามและประโยคปฏิเสธของ Present Simple Tense คือ เมื่อมี “do” หรือ “does” แล้วกริยาแท้ของประโยค Present Simple Tense จะต้องเป็นกริยาช่องที่ 1 ที่อยู่ในรูปพหูพจน์เสมอ เช่น

            Mike plays football very well.     --- > Does Mike play football very well?
-     plays เป็นกริยาช่องที่ 1 ในรูปเอกพจน์ เพราะมี “s” เนื่องจาก Mike เป็นประธานที่เป็นคำนามเอกพจน์ ดังนั้น กรอยาจะต้องเติม “s” หรือ “es”
-     play ในประโยคคำถามเป็นกริยาช่องที่ 1 ในรูปพหูพจน์ เพราะไม่มี “s” และเนื่องจาก play เป็นกริยาแท้ของประโยค และมีคำว่า “does” ในประโยค ดังนั้น play คือ กริยาช่องที่ 1 และเป็นรูปของพหูพจน์

ในส่วนของคำกริยาที่น้อง ๆ สามารถใช้ได้กับ Present Tense คือ Verb to be (is, am, are) เมื่อต้องการเปลี่ยนประโยคบอกให้เป็นประโยคปฏิเสธเราจะเติม “not” หลัง Verb to be ในประโยคได้เลย โดยที่เราไม่ต้องใช้ verb to “do” มาเป็นกริยาช่วย เพราะ  verb to be สามารถเป็นได้ทั้งกริยาแท้และกริยาช่วย เช่น
-     Jane is pretty.           --- > Jane is not pretty.
   (ประโยคบอกเล่า)                 (ประโยคปฏิเสธที่มี verb to be)

ส่วนของการตอบคำถามประโยคคำถามชนิดนี้ คุณผู้อ่านจะต้องตอบคำถามด้วยคำว่า “Yes” หรือ “No”
-     คำตอบ Yes เราจะต้องตมด้วยประโยคบอกเล่า เช่น
Do you walk to school?           --- > Yes, I walk to school.

-     คำตอบ No เราจะต้องตามด้วยประโยคปฏิเสธ เช่น
Do they work everyday?         --- > No, they do not work everyday.


ผู้เขียนบล็อกหวังว่าความรู้จากบล็อกนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านที่สนใจค่ะ
Cr. หนังสือ สุดยอด Tenses

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น